กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

ในปัจจุบันการนั้นศึกษาเป็นใบเบิกทางให้กับอนาคตของทุกคนได้ การมีอนาคตที่ดีนั้น ย่อมเกิดจากปัจจัยต่างๆที่สำคัญ และปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือการมีทุนทรัพย์ที่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในระหว่างการศึกษา และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักเรียนนักศึกษาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนหรือมีรายได้น้อยที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาเนื่องจากมีปัญหาทางด้านเงินทุนนั้น จึงมีการจัดตั้งที่เรียกว่า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้น เพื่อช่วยให้โอกาสการเรียนรู้สำหรับบุคคลเหล่านี้ และลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ สร้างอนาคตที่ดีให้กับทุกคน

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. ได้เริ่มดำเนินการให้กู้ยืมครั้งแรกในปีการศึกษา 2539 เพื่อให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพด้วย ซึ่งกองทุนดังกล่าวทำให้เด็กที่มีฐานะยากจนหรือเด็กในถิ่นทุรกันดารสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่สามารถเข้าถึงการศึกษานั้นย่อมมีโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเราเอง กับครอบครัวได้ดีแล้ว และยังเป็นใบเบิกทางให้กับอนาคตของเราอีกด้วย

การชำระหนี้คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น ผู้ที่กู้ยืมเงินจากกองทุนที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว เป็นเวลา 2 ปี นับจากปีที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกศึกษาไป ต้องชำระหนี้อย่างเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ต้องมีจิตสำนึกในการชำระหนี้คืน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้มีเงินหมุนเวียนกับรุ่นน้องต่อไป

ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. นั้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นกับกองทุน ปัญหาที่สำคัญของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่น่าจะต้องปรับปรุงคือเรื่องของการขาดทุนเรื้อรังของ กยศ. ซึ่งเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 สาเหตุด้วยกันคือ

  1. การขาดทุนเพราะไม่คืนหนี้เงินกู้ เช่น เป็นเรื่องของคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนที่เมื่อเรียนจบไปแล้ว แม้อยู่ในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการและสามารถมีรายได้ที่ดี มีความอดออม แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและภาระของแต่ละครอบครัว จึงทำให้ผู้ที่กู้ยืมเงินจากกองทุนมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายหนี้ที่กู้ยืมมา หรือการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของผู้กู้ยืมเงิน กยศ. หลังจากจบการศึกษาไปแล้วก็นับรวมในหมวดนี้ด้วย
  2. การขาดทุนเพราะอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากกองทุนได้คิดอัตราดอกเบี้ยการชำระหนี้ที่ร้อยละ 1-1.5 ต่อปีเพียงเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ในสังคมปัจจุบันนี้

การกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยดึงคนยากจนให้มีอนาคตที่ดีได้และเมื่อเราได้รับโอกาสที่ดีแล้วการเป็นผู้กู้ยืมที่ดี เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ควรมีจิตสำนึกในการชำระหนี้คืน เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนให้กับรุ่นต่อไปได้ใช้ในการกู้ยืมเพื่อการศึกษาต่อไป

ลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรให้เวิร์ก

ใกล้จะถึงสิ้นปีแล้วคนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนก็คงจะลุ้นกันว่าโบนัสปลายปีจะได้กันเท่าไหร่มีการวางแผนเอาไว้เรียบร้อยที่จะเอาเงินโบนัสที่ได้สิ้นปีไปใช้จ่ายอะไรบ้าง จนอาจจะลืมว่าใกล้สิ้นปีต่อไปถึงต้นปีหน้าหลังจากได้เงินโบนัสสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตรทุกปีก็คือการยื่นแบบแสดงรายได้และสิ่งที่ตามมาก็คือการต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั่นเองสำหรับคนที่มีฐานรายได้ที่จะต้องถูกเก็บภาษี ทำให้ต้องกลับมาคิดทันทีว่าจะลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรให้เวิร์กดี

คิดไปคิดมาการลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรให้เวิร์กก่อนอื่นเลยเราก็ต้องประมาณการรายได้เราที่ได้รับมาซะก่อนว่าต่อปีได้มาเป็นจำนวนเท่าไหร่และเมื่อหักพวกค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ให้หักได้40%ของเงินเดือนทั้งหมดในปีนั้นที่เราได้รับแต่ไม่เกิน60000บาทกับค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก30000บาทและค่าลดหย่อนต่างๆที่โดยปกติเรามักจะได้ลดหย่อนเป็นประจำอยู่แล้วเช่นค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าอุปการะบิดามารดาเป็นต้น หรือเราอาจมีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตต่อปี เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าประกันสังคมเหล่านี้เป็นต้น เพื่อที่จะให้เราได้รู้คร่าวๆว่าหลังจากหักพวกค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนต่างๆที่เราเคยหักมาเป็นประจำทุกปีแล้วนั้นเราเหลือรายได้พึงประเมินที่ต้องไปชำระภาษีอีกประมาณเท่าไหร่

การที่ให้เราคิดคำนวณคร่าวๆก็เพราะว่าเมื่อเรารู้ว่าเราเหลือรายได้พึงประเมินเท่าไหร่ก็พอจะคำนวณได้ว่าเราจะโดนเก็บภาษีหรือต้องจ่ายภาษีมากน้อยแค่ไหนและถ้าอยากลดการจ่ายภาษีจะหาอะไรมาลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรให้เวิร์กดีเพราะเหลือเวลาไม่กี่เดือน และเมื่อดูจากแบบรายการลดหย่อนส่วนมากก็มักจะเป็นรายการซ้ำๆจำนวนเงินซ้ำๆเท่าๆกันจากปีที่แล้วถ้าเป็นแบบนี้ก็คงไม่ช่วยให้การลดภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรให้เวิร์กขึ้นมากนัก ครั้นจะให้เรามาซื้อประกันชีวิตเพิ่มเพื่อจะเอามาเพิ่มค่าลดหย่อนบางทีก็อาจะไม่เหมาะกับเราเพราะต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตติดต่อกัน10ปีขึ้นไปถึงจะเอามาลดหย่อนได้ ดูแล้วได้ลดภาษีวันนี้แต่ภาระจ่ายเบี้ยต่อปีเพิ่มขึ้นไปอีกแต่สำหรับคนที่มีความสามารถก็สามารถซื้อเพิ่มได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่ยังมีรายการลดหย่อนอีกรายการหนึ่งที่อาจจะช่วยให้การลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรนี้ให้เวิร์กขึ้นมาได้ก็คือการซื้อกองทุนLTFจริงๆแล้วยังมีกองทุนRMFด้วยแต่การซื้อกองทุนRMFต้องลงทุนเป็นระยะเวลานานจนอายุ55ปีถึงขายคืนได้ทำให้ความคล่องตัวดูลดลงจึงอยากจะแนะLTFที่ดูน่าสนใจกว่าในการเพิ่มค่าลดหย่อนในการลดภาษีโดยเฉพาะคนที่ชอบลงทุนอยู่แล้วเหมือนได้สองเด้งเลยทั้งจากการช่วยลดภาษีและยังได้ลุ้นกับผลตอบแทนที่กองทุนทำได้แต่ต้องถือหน่วยลงทุน5ปีถึงจะขายคืนได้แต่ไม่กำหนดว่าจะต้องซื้อทุกปีทำให้ปีไหนเรามีเงินเก็บเหลือมากก็มาซื้อLTFมากหน่อยปีไหนมีน้อยก็ซื้อน้อยสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานะของเรา ทำให้ช่วยในการลดภาษีโค้งสุดท้ายของเราให้เวิร์กขึ้นได้แถมยังช่วยให้เรารู้จักการออมเงินและลงทุนในแบบกองทุนเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งด้วย

การจะลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายอย่างไรให้เวิร์กนั้นทางที่ดีเราควรวางแผนเรื่องเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีไว้ตั้งแต่ต้นปีเลยยิ่งดีเพื่อให้เรารู้ว่าเราควรต้องเพิ่มค่าลดหย่อนอะไรที่พอเพิ่มขึ้นได้บ้างเพื่อช่วยลดภาระภาษีของเราไม่ต้องรอจนถึงสิ้นปีถึงค่อยมาคิดโดยเฉพาะการซื้อLTFถ้าเราเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ต้นปีถ้ามีจังหวะดีในการลงทุนเราก็สามารถซื้อได้เลย การที่เราวางแผนไว้ล่วงหน้าจะยิ่งทำให้การลดหย่อนภาษีปีนี้ง่ายกว่าปีก่อนๆแน่นอน….

คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังจะเข้ามาลงทุนในทองคำ

การที่เราจะตัดสินใจจะซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งมาใช้ เราก็ต้องควรดูคำแนะนำในการใช้หลายคนอาจจะมองว่าจะดูไปทำไมมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมาย เราก็ใช้ตามที่เราอยากจะใช้ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คงจะไม่ถูกต้องผู้หญิงเราจะรู้ว่าการใช้ครีมยังไงๆเราก็ต้องอ่านคำแนะนำอยู่ดี เพื่อไม่ให้ใช้ผิดรูปแบบที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายที่จะถึงแก่ชีวิตหรือทรัพย์สินของเราได้ แน่นอนว่าทองก็เช่นกันในการที่เราเลือกที่จะลงทุน

เราก็ได้ยินกันบ่อยๆว่าการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนดังนั้นเราก็ควรจะอ่านคำแนะนำต่างๆที่เกี่ยวกับการลงทุนกับทองเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือจะเกิดการผิดพลาดให้น้อยที่สุด อย่างที่รู้ๆกันการลงทุนกับทองคล้ายกันกับหุ้นที่มีราคาขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง เราจะควรใช้ความอดทนเป็นอย่างมากและควรที่จะศึกษาเรื่องเศรษฐกิจโลก ค่าน้ำมันหรือค่าเงินต่างๆเพราะราคาของทองนั้นจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่มีความตรงข้ามกันเสมอ และที่สำคัญการที่เราเลือกจะลงทุนกันทองนั้นเราไม่ควรที่จะใช้เงินร้อนเป็นอันขาดเราควรที่จะใช้เงินเย็น เพราะเมื่อใดที่เราเกิดขาดทุนแล้วเราใช้เงินร้อนในการลงทุนทองเมื่อนั้นจะเกิดปัญหาตามมาทันทีทำให้เรามีหนี้สิน ซึ่งแทนที่การลงทุนทองจะเป็นตัวช่วยทำให้เรามีเงิน มีความสุขกลับทำให้เราเป็นทุกข์แทนนี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เราควรเลือกใช้เงินเย็นมากกว่าเงินร้อน

เมื่อเราเลือกที่จะลงทุนแล้วจริงๆเราควรจะรู้และเลือกให้เหมาะกับความต้องการของเราว่าเราเลือกที่จะลงทุนกับทองรูปพรรณหรือทองคำแท่ง แล้วถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรละว่าจะเลือกอันไหนดี?ซึ่งก็จะดูตามความต้องการในการที่จะช่วยเลือกซื้อคือถ้าเราต้องการซื้อทองที่ไม่มีค่ากำเหน็จ และอยากจะเก็บเอาไว้เฉยๆไม่ได้อยากใส่ออกไปไหนมาไหนเราควรที่จะเลือกซื้อทองคำแท่ง แต่ข้อเสียคือเราอาจจะต้องเสียค่าที่เก็บรักษาทองคำแท่ง ซึ่งต่างกันกับทองรูปพรรณสามารถใส่ออกไปแสดงฐานะได้บ้างเป็นครั้งคราว สารถเก็บได้ง่ายและสะดวกคือเก็บไว้กับที่บ้านของเรา แต่ข้อเสียคือการที่เราต้องเสียค่ากำเหน็จ และบางทีจะโดนกดราคาเมื่อเราขายคืน หรือขายคืนคนละร้านกับที่เราได้ไปซื้อมา และที่อยากจะแนะนำส่วนสุดท้ายถ้าเราได้ซื้อขายกับร้านทองที่เรารู้จักหรือคุ้นเคยจะเป็นการดีอาจจะมีเงื่อนไขน้อยลง ทำให้มีการลงทุนสะดวกขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมทำความเข้าใจแล้วลงทุนกับทองด้วยใจละ

ฝากเงินดอกเบี้ยสูง

เมื่อมีรายได้เข้ามาทุกคนก็คงต้องการนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารเป็นธรรมดา บางคนก็อาจจะฝากแบบทั่วไปคือเก็บเงินไว้เผื่อเรียกใช้ บางคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคงก็อาจจะเล็งการฝากประจำ แต่บางคนก็อาจจะไปลึกกว่านั้นคือเพิ่มมูลค่าของเงินฝากของตนโดยหวังดอกเบี้ยสูงๆ แต่เราจะฝากเงินดอกเบี้ยสูงได้อย่างไร เราต้องฝากเงินแบบไหน เราจะต้องมาทำความเข้าใจกันเรื่องฝากเงินกันเสียก่อน ใช่ว่าฝากเงินดอกเบี้ยสูง จะเหมาะกับทุกคน ดังนั้นเราควรมาดูกันว่าการฝากเงินแบบไหนที่เหมาะกับเราที่สุด

ฝากเงินแบบออมทรัพย์

เป็นลักษณะของการฝากเงินพื้นฐานทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี การฝากเงินลักษณะนี้ไม่จัดว่าเป็น ฝากเงินดอกเบี้ยสูง การฝากเงินเคียงคู่กับการบัญชีออมทรัพย์ก็เพื่อจับจ่ายใช้สอยทั่วไป หน้าที่ของการฝากเงินแบบออมทรัพย์จึงอยู่ตรงนี้คือบริหารการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนมากเมื่อฝากออมทรัพย์ก็จะมีบัตร ATM เพื่อความสะดวกในการถอนเงินมาใช้คู่กัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากแบบออมทรัพย์นั้นเป็นแบบทั่วไป หากใน 1 ปี มีเงินฝากในบัญชีไม่เกิน 20,000 บาทก็ไม่ต้องเสียภาษี หากเรามีเงินออมมากกว่านั้นก็แนะนำว่าลองขยับไปฝากเงินดอกเบี้ยสูง ในรูปแบบอื่นดูจะเหมาะสมกว่า

ฝากเงินแบบประจำ

ลักษณะการฝากเงินแบบนี้เป็นการออมเงินในระยะทั่วไปจนถึงระยะยาว เพื่อให้ได้เงินก้อน และก็จัดว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการ ฝากเงินดอกเบี้ยสูง เพราะถ้าเราเลือกระยะเวลาในการฝากนานอัตราดอกเบี้ยก็จะสูง แต่เราต้องแน่ใจว่าเราจะฝากได้สม่ำเสมอจนครบกำหนดและจะไม่ถอนเงินออกมาก่อนกำหนด เพราะถ้าไม่เป็นไปตามนี้อัตราดอกเบี้ยที่เราจะได้ก็จะไม่ตรงตามที่กำหนดไว้เดิมเช่นกัน(ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร ซึ่งบางธนาคารอาจไม่ได้ดอกเบี้ยเลย) ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประเภทนี้จะมีการแข่งขันกันสูงในแต่ละธนาคาร สูงบ้าง กลางๆบ้างแตกต่างกันไป สำหรับดอกเบี้ยที่เราได้ไม่ว่าจะเท่าไหร่ ธนาคารจะหักภาษีไว้ 15 %

ฝากเงินประจำแบบปลอดภาษี

ลักษณะนี้คือการฝากเงินดอกเบี้ยสูง ที่ชัดเจนที่สุด เหมาะกับคนที่มีความพร้อมสูงในการออมเงินระยะยาว คือสามารถออมเงินแบบฝากประจำมาได้นาน 2 ปีขึ้นไป และแน่นอนว่าจุดเด่นของการฝากเงินแบบนี้คือดอกเบี้ยสูง(แตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร)และดอกเบี้ยที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษี อัตราดอกเบี้ยจะมี 2 แบบให้เราเลือก คือ แบบลอยตัว ซึ่งจะขึ้นลงตามนโยบายของธนาคาร กับ แบบคงที่ ซึ่งเราจะเลือกแบบไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราคาดการณ์แนวโน้มได้หรือไม่ หากเราพอคาดการณ์ได้ว่า ต่อไปอัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวสูงขึ้น ก็ให้เราเลือกแบบลอยตัวไว้ แต่ถ้าเรามองแล้วแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะลดลงก็ควรจะเลือกแบบคงที่จะเหมาะที่สุด

นี่คือเรื่องที่ควรรู้ของการ ฝากเงินดอกเบี้ยสูง หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย สิ่งสำคัญอย่าลืมที่จะออมเงินไว้มากๆด้วยนะ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไม่เดือดร้อนต้องไปกู้ยืมใคร

ซื้อกองทุนอะไรดี

อย่างที่ได้ยินกันจนเป็นวลีเด็ดว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน” ซึ่งนี่คือส่วนสำคัญกันเลยทีเดียว ในการลงทุนนั้นก็มีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้น พันธบัตร หรือสลากออมทรัพย์ต่างๆ แต่ที่จะมาแนะนำคือการลงทุนแบบกองทุน กองทุนเองก็สามารถแบ่งได้เป็น 3 กองทุนหลักๆ

1.กองทุนรวม 2.กองทุนส่วนบุคคล 3.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

บริษัทส่วนใหญ่อาจจะกำลังมองหาสวัสดิการดีๆไว้ให้กับพนักงานหรือลูกจ้างของตน จึงขอแนะนำการลงทุนกองทุนแบบกองทุนสำหรับสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร? กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนที่ทั้งลูกจ้างและผู้ว่าจ้างมีส่วนร่วมรวมกันในการก่อตั้ง ซึ่งวัตถุประสงค์หลักๆของกองทุนนี้มีไว้เพื่อเป็นการออมให้กับลูกจ้างเมื่อถึงเวลาเกษียณ และยังถือว่าเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจะมีให้ลูกจ้าง ซึ่งถามว่าแล้วเงินที่จะนำมาลงทุนในส่วนต่างๆมาจากไหน? เงินที่หักจากเงินเดือนของลูกจ้าง2%-15%ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎและข้อบังคับของนายจ้าง จะเรียกว่า เงินสะสม แต่ในส่วนของนายจ้างจะเรียกว่า เงินสมทบ ซึ่งก็จะมีการเข้าทุกเดือนไม่ต่ำกว่าเงินสะสมของสมาชิก แต่ไม่เกิน15%ของเงินค่าจ้าง ในส่วนของผลประโยชน์ก็จะได้รับเป็นดอกเบี้ยและเงินปันผล นโยบายในการลงทุนของสมาชิกหรือลูกจ้างสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม ซึ่งก็มีนโยบายหลายรูปแบบ คือ

1.สามารถเลือกได้1นโยบาย ก็คือเงินสำหรับการลงทุนของสมาชิกนั้นจะถูกนำไปลงทุนตามนโยบายที่สมาชิกได้ตัดสินใจเลือกเอาไว้แล้ว ก็จะมีนโยบายตลาดเงิน นโยบายผสม และนโยบายตราสารทุน

2.เลือกการลงทุนแผนใดแผนหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้นายจ้างสามารถกำหนดให้มีแผนนโยบายหลายรูปแบบ และจะให้ลูกจ้างได้เลือกหนึ่งแผนการลงทุนที่อยู่ในระดับความเสี่ยงที่สามารถทนรับได้

3.เลือกกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้ตามความต้องการ การลงทุนในนโยบายนี้สมาชิกสามารถเลือกลงทุนได้หลายนโยบาย ซึ่งเงินลงทุนขอสมาชิก คณะกรรการกองทุนจะทำการแบ่งสัดส่วนให้เหมาะกับนโยบายที่ที่สมาชิกได้เลือกไว้

ประโยชน์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีมากมมายหลายอย่าง เช่น ช่วยให้บริษัทมีภาพพจน์ที่ดี และแสดงให้เห็นถึงว่าบริษัทมีความเอาใจใส่แก่พนักงาน มีสวัสดิการที่ดีเมื่อบริษัทมีสวัสดิการที่ดีพนักงานก็จะมีกำลังใจและมีความเต็มที่ที่จะทำงานให้กับบริษัท จึงทำให้ผลงานของบริษัทนั้นๆมีคุณภาพดี และพนักงานก็จะมีส่วนได้ตรงที่ดอกเบี้ยและเงินปันผลซึ่งส่วนของดอกเบี้ยจะได้มากกว่าการนำไปฝากเองภายนอก แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยงยังไงก็ควรพิจารณาและศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการตัดสินใจ

ออมเงินเรื่องง่าย แค่ไม่จ่ายก็จบ

เคยไหม? มีบางวันที่คุณไม่ได้ใช้เงินเลยสักบาท หรือใช้เงินน้อยมาก พอคิดแล้วก็ยังรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมเราใช้เงินน้อยขนาดนี้ หรือจริงๆ แล้วชีวิตเราก็อยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย และนั่นคือเรื่องง่ายๆ ของการออมเงิน ยิ่งจ่ายน้อยยิ่งออมเยอะ เรามักจะคิดว่าชีวิตในแต่ละวันต้องใช้เงินตลอดเวลา แต่ความจริงคือเราสามารถหยุดการใช้เงินได้

แล้วเราจะหยุการใช้เงินได้อย่างไร? เรามาดูเรื่องง่ายๆ ของการออมเงินกันดีกว่า

  1. ใช้เท่าที่กำหนดไว้ บางคนจะใช้วิธีกดเอทีเอ็มเดือนละไม่เกินสองครั้ง แล้วใช้เงินให้พอในวงเงินที่กดมาเท่านั้น ไม่มีการกดเพิ่มหรือกดเกิน ที่เหลือในบัญชีคือเงินออมทั้งหมด อีกวิธีหนึ่งที่ฮิตกันในกลุ่มพันทิปก็คือ ใส่เงินที่ต้องใช้ในแต่ละวันไว้ในซอง เช่น เดือนหนึ่งมี 30 วันก็ใส่ไว้ 30 ซอง วิธีนี้ช่วยควบคุมการใช้เงินได้ดีมาก ทำให้รู้ว่าวันหนึ่งเราจะใช้เงินได้เท่าไร ถ้าวันไหนใช้ไม่หมดซองก็เก็บไว้ได้อีก นี่คือเรื่องง่ายๆ ของการออมเงิน ยิ่งจ่ายน้อยยิ่งออมเยอะ
  2. อย่าพาตัวเองไปที่ที่มีสิ่งเร้าใจให้เสียเงิน สถานที่อโคจรของคนที่ต้องการออมเงินก็คือ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า โรงหนัง ผับ บาร์ ฯลฯ สถานที่เหล่านี้เป็นภัยต่อเงินในกระเป๋าทั้งสิ้น มีโอกาสน้อยมากที่เราจะรอดปากเหยี่ยวปากกาจากการใช้เงิน หากคิดจะออมเงินแต่จิตใจไม่แข็งพอ มักจะอดใจไม่ไหวเมื่อเจอของที่อยากได้หรืออยากกิน ขอให้หลีกเลี่ยงสถานที่เหล่านี้ไว้ให้นานที่สุด นี่คือเรื่องง่ายๆ ของการออมเงิน ยิ่งจ่ายน้อยยิ่งออมเยอะพยายามท่องไว้
  3. ลืมเสียเถิดว่ามีบัตรเครดิต การมีบัตรเครดิตเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์สำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิตถูกวิธี แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ต้องการออมเงิน คุณต้องลืมไปเลยว่าเคยมีบัตรเครดิต เพราะไม่เช่นนั้นบัตรเครดิตจะทำให้คุณคิดถึงข้าวของเครื่องใช้ที่คุณยังไม่จำเป็นต้องซื้อ ที่สำคัญยังไม่มีเงินสดพอที่จะจ่ายได้ แค่เพียงอยากได้มาใช้ก่อนเท่านั้นเอง ยิ่งพวก 0 เปอร์เซ็นต์ 3 เดือน 6 เดือน ยิ่งเป็นภัยสำหรับคนที่ต้องการออมเงินแล้วมีบัตรเครดิตเป็นอย่างยิ่ง อย่าลืมเรื่องง่ายๆ ของการออมเงิน ยิ่งจ่ายน้อยยิ่งออมเยอะ ถ้าเรารูดบัตรเครดิตก็แสดงว่าเราเริ่มจ่ายเยอะเกินเงินที่กำหนดไว้แล้ว นั่นหมายถึงเรากำลังออมน้อยลง

ทุกครั้งที่ใช้เงินให้คิดไว้เสมอ “เริ่มประหยัด 1 บาทก็เท่ากับออมได้ 1 บาท” แค่ 3 เรื่องง่ายๆ ของการออมเงิน ยิ่งจ่ายน้อยยิ่งออมเยอะ รับรองว่าคุณออมเงินได้สำเร็จแน่นอน

อยากผ่อนสินค้า บัตรเดบิตช่วยได้ไหม

ยุคสมัยนี้ก็คงต้องเรียกว่าเป็นยุคเงินเชื่อเงินผ่อนได้อย่างเต็มปาก เพราะการจับจ่ายซื้อของส่วนใหญ่ก็จะเน้นผ่อนยาวๆกันทั้งนั้น บางคนสมัครบัตรเครดิตก็รูดซื้อไปเลย บางคนก็มีบัตรกดเงินสดที่ผ่อนสินค้าได้ จ่ายก่อนผ่อนที่หลัง แต่บางคนมีบัตรเดบิต ก็กล้าๆกลัวๆ ว่าจะนำไปใช้ซื้อสินค้าได้หรือไม่ เพราะไม่ค่อยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร บัตรต่างๆเดี๋ยวนี้เยอะไปหมด วันนี้เราจึงขออาสาแนะนำให้ทุกท่านได้เข้าใจเรื่องราวของบัตรเดบิตกับการนำไปใช้ซื้อสินค้า จะเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

บัตรเดบิตกับการรูดซื้อสินค้า

บัตรเดบิต สามารถนำมารูดซื้อสินค้าเหมือนกับบัตรเครดิตได้ แต่แตกต่างกับบัตรเครดิตตรงที่การจะใช้บัตรเดบิตในการรูดซื้อสินค้าคุณจะต้องมีบัญชีเงินฝากที่ผูกโยงกับบัตรใบนั้น และที่สำคัญเงินฝากในบัญชีจะต้องเพียงพอสำหรับค่าสินค้าที่จะต้องซื้อด้วย แต่บัตรเครดิตนั้นไม่จำเป็นต้องมีบัญชี

บัตรเดบิตกับการผ่อนสินค้า

บัตรเดบิต ไม่สามารถนำมาผ่อนสินค้าได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะหน้าที่ของบัตรเดบิตหลักๆไม่ถูกกำหนดมาให้ใช้ผ่อนชำระสินค้า แต่ถูกกำหนดมาเพื่อชำระสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแบบตัดเงินในบัญชีออกเลย ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินจะถูกหักออกจากบัญชีทันทีเมื่อมีการใช้รูดซื้อสินค้าในกรณีที่ไม่มีเงินสดติดตัวแต่มีเงินในบัญชี อีกประการคือใช้กดเงินสดออกจากบัญชีเงินฝากจากตู้ ATM เพื่อความสะดวก และรวมไปถึงการฝาก การโอน การสอบถามยอดบัญชี ซึ่งหน้าที่และรายการต่างๆ จะผูกโยงกับบัญชีเงินฝาก

ดังนั้น หากคุณมีความประสงค์ที่จะผ่อนสินค้า ก็ขอแนะนำให้คุณสมัครบัตรผ่อนสินค้า บัตรกดเงินสดต่างๆ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งในปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงินก็มีการแข่งขันกันสูง บางที่ก็มีโปรโมชั่นผ่อนสินค้าแบบ 0% มาให้เราด้วยถือว่าเป็นประโยชน์กับเราไป ส่วน บัตรเดบิต เราก็เก็บไว้ใช้ทำประโยชน์อื่นๆ

แล้วนอกจากที่กล่าวมาแล้ว บัตรเดบิต สามารถทำอะไรได้อีก ? โอ้ มากมายทีเดียว หากคุณอยู่ต่างประเทศคุณก็สามารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าที่ต่างประเทศเหมือนบัตรเครดิตได้ หรือคุณจะซื้อ App เติมเงินโทรศัพท์มือถือก็ได้(ขึ้นอยู่กับธนาคารแต่ละแห่ง) หรือคุณจะใช้สิทธิพิเศษที่ได้จากการใช้จ่ายผ่านบัตรมาเป็นส่วนลดร้านอาหารหรือซื้อตั๋วหนังจากโรงภาพยนตร์ก็ได้ เรียกได้ว่าทำอะไรได้มากมายทีเดียวเชียวล่ะ

สรุปว่า บัตรเดบิต สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าได้ แต่ ใช้ผ่อนสินค้าไม่ได้ สิ่งสำคัญที่พึงระลึกไว้เสมอก็คือไม่ว่าคุณจะใช้บัตรอะไร ก็ควรมีการศึกษาคุณสมบัติของบัตรแต่ละชนิดให้ถ้วนถี่ ดูคุณประโยชน์ข้อดีข้อเสียให้ละเอียดเพื่อความไม่ประมาท แล้วคุณจะไม่พลาดในการใช้จ่ายของคุณ

วิธีออมเงินสำหรับสาวออฟฟิศ

ช่วงนี้ถือเป็นอีก 1 ใน 12 เดือนที่ใครๆหลายคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย โดยเฉพาะสาวๆออฟฟิศ ถือได้ว่าเป็นช่วงทองกันเลยทีเดียว จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากช่วง”เงินเดือนออก”นั้นเอง!

สิ่งที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอย ความอยากที่พุ่งพล่านจนแทบจะทนไม่ไหว จะได้เสกสมมาไว้ในครอบครองได้ดั่งใจเสียที…

แต่ทว่า หลายคนคงเบื่อหน๊าย เบื่อหน่าย กับการรอคอยแบบนี้ในเกือบทุกๆเดือน อยากได้อะไรต้องเจอคำว่า “เดี๋ยวก่อน….ไว้ค่อยวันหลังแล้วกัน….รอต้นเดือนก่อนเถอะ…!!” วันนี้ทางเราเลยมีวิธีเด็ดๆที่เรียกว่า “7 วิธีออมเงินง่ายๆสไตล์สาวออฟฟิศ” มาฝากสาวๆกันนะคะ

  1. ตื่นเช้ากันเถอะ : การลุกจากเตียงนั้นแสนยากเหลือเกิน เหมือนโดนสูบชีวิตยังไงหยั่งงั้น จะขยับแต่ละทีก็ดูจะสบายไปหมด แต่ลองตื่นเช้าฝืนใจตัวเองดูสักครั้งและออกไปทำงานออฟฟิศแต่เช้า แล้วจะพบว่า การตื่นเช้ามีดีกว่าที่คิด ไปทำงานทัน มีเวลากินข้าวเช้าได้สบายๆ หลีกเลี่ยงการรถติดได้อีกต่างหาก เผลอๆมีเวลาเหล่มองหนุ่มๆข้างๆอีกด้วย ชีวิตดี๊..ดี
  2. หันมาใช้บัตรเดบิต/เงินสดกันมากขึ้นแทนการใช้บัตรเครดิต : สมัยนี้สาวๆออฟฟิศหลายๆคนคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะมีบัตรเครดิตไว้ในครอบครอง รูดง่าย ใช้ง่ายและสะดวกเป็นที่สุด แต่รู้หรือไม่การมีบัตรเครดิตก็เป็นเหมือนการยืมเงินในอนาคตมาใช้ เป็นการสร้างหนี้ให้เราใช้เงินได้ง่ายแบบไม่รู้ตัวซึ่งเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่ค่อยดีในเรื่องการเงินเท่าไหร่ แต่ถ้าหากว่าลองเปลี่ยนเป็นบัตรเดบิตหรือเงินสดดูล่ะ เราสามารถควบคุมวงเงินได้ง่ายๆและยุ่งยากน้อยกว่าบัตรเครติดแถมยังสร้างนิสัยให้เราเป็นคนรู้จักการวางแผนการใช่เงิน ออมเงินและเป็นการจัดระเบียบการเงินได้มากขึ้นด้วยนะ
  3. เก็บเศษใช้ต้น : เวลาเงินเดือนออกมา เรามักจะมีเศษมาเสมอ ทำไมไม่ลองเก็บเศษเงินเหล่านั้นออกมาแยกไว้เป็นเงินเก็บดูล่ะ (เช่น เงินเดือนออกมา 20,875.- เก็บออกมา 875.- เหลือใช้ 20,000.-) เชื่อหรือไม่ว่า เผลอๆอาจจะได้ได้เยอะกว่าที่เราตั้งใจจะเก็บอีกนะ
  4. สร้างงานอดิเรกเป็นงานสไตล์ DIY : เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของเหล่านี้ใช้ไปนานๆ ย่อมเก่าและหมดความน่าสนใจไป ถ้าลองนำของเหล่านี้มาดัดแปลงเป็น ITEM ชิ้นใหม่ ใส่ไว้เก๋ๆ หรือสร้างเป็นรายได้พิเศษไว้ขายก็น่าสนใจใช่เล่น
  5. ความอดทนคือหัวใจสำคัญและรางวัลคือคำขอบคุณ : มันอดไม่ได้เลยที่เดี๋ยวนี้จะมีสิ่งที่ล่อตาล่อใจเยอะซะเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า หน้าผม ยังมีทั้งของกินของใช้และของชอบ มายั่วยวนเงินในกระเป๋าซะเหลือเกิน แต่การอดทนต่อสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องยาก ถ้าจะตัดขาดไปเลย เพราะงั้นเราควรตั้งกฎกับตัวเองและให้รางวัลกับตัวเราเองเมื่อเราทำได้ เช่น ถ้าเราเป็นคนชอบกินของคาวและของหวานและกินเยอะ สัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง ก็ควรบอกตัวเองว่าเราเหลือแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือไม่กินเลย พอจบ 1 เดือน เรากินของที่ชอบได้เลย 1 ครั้ง เต็มที่! (แต่ก็อยู่บนงบประมาณที่ควรตั้งไว้ด้วยที่ไม่มากเกินไป) เพื่อขอบคุณตัวเองที่อดทนได้
  6. ทำรายรับ-รายจ่าย : การทำรายรับ-รายจ่ายเป็นอะไรที่หลายๆคนรู้จักกันดี เป็นอีกช่องทางที่ช่วยบริหารจัดการการเงินและควบคุมวงเงินได้เป็นอย่างดี และสมัยนี้สะดวกสบายขึ้นมากเพราะมี Application ต่างๆที่ทำเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายอยู่มาก (เช่น Money Lover) ซึ่งสามารถบอกถึงภาพรวมการใช้เงินได้อย่างง่าย และบอกได้ว่าใช้ส่วนไหนไปเท่าไหร่มากน้อยเพียงใด อีกทั้งคำนวณการใช้เงินที่เสร็จสรรพพร้อมไว้ให้ในตัว ซึ่งสาวๆออฟฟิศคนไหนอยากเริ่มมีเงินออม หรืออยากรู้การใช้จ่ายของตัวเอง ก็ลองติดตั้ง Application เหล่านี้ไว้ก็ไม่เสียหาย
  7. วางแผนอนาคตและตั้งใจ : “รบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้ง ถ้าหากวางแผนไว้ดี” คำกล่าวนี้อาจเคยได้ยินมากันไม่ใช่น้อย กับการเงินก็เช่นกัน ถ้าเราวางแผนการใช้เงินของแต่ละครั้งได้ เราก็สามารถควบคุมวงเงินในทุกๆเดือนได้อย่างไม่มีปัญหา โดยเฉพาะกับสาวๆออฟฟิศที่เงินเดือนออกมาค่อนข้างชัดเจนในแต่ละเดือน ซึ่งหากเราวางแผนและตั้งใจทำก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่อยากเลยทีเดียว

ขอรับประกันเลยว่า “สาวๆออฟฟิศจะสามารถมีเงินใช้สบายๆกระเป๋าทุกเดือน ไม่ต้องรอและยังมีกิจกรรมเพิ่มสีสันเข้ามาในชีวิตได้อีกหลายอย่างเลยด้วย แถมมีเงินเก็บแบบไม่ต้องมานั่งกินมาม่าตอนท้ายเดือนอีกด้วย ชีวิตดี๊…ดี”

มนุษย์เงินเดือนกับการออมเงิน

มนุษย์เงินเดือนอย่าประมาท มองข้ามการ “ออมเงิน” ซึ่งเป็นตัวสร้างความมั่นคงในอนาคต โดยในการออมเงินนั้น มนุษย์เงินเดือนควรระลึกเสมอว่า เงินออม มิใช่เงิน จากการเหลือใช้ เพราะถ้ารอจะออมเงินจากเงินที่เหลือจากการใช้ มักจะพบว่า เงินหาย ไม่มี ไม่พอ ติดลบ กลายเป็นการผลัดวันประกันพรุ่งแทน คือ   เดือนนี้เงินไม่เหลือพอที่จะออม “เฮ้อ เดือนหน้าเอาใหม่แล้วกัน” แล้วก็ ไม่เริ่มต้นสักที

ตราบใดก็ตามที่มนุษย์เงินเดือนไม่ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการออมเงินที่ถูกต้อง ตัวเลขในบัญชีเงินออมก็อยากจะขยับเขยื้อน ดังนั้นท่องจำให้ขึ้นใจว่า เงินออมมิใช่เงินเหลือใช้ แต่คือ การหักเงินจากรายได้ทันทีเข้าสู่บัญชีเงินออม เมื่อทำอย่างนี้การออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะเริ่มต้นออมเงินกันในรูปแบบอย่างไรได้บ้าง

  1. การฝากเงินบัญชีประจำ   ธนาคารพาณิชย์และรัฐบาล ต่างมีโครงการเงินฝากประจำที่ให้ข้อเสนอที่แตกต่างกัน ในเรื่องของผลตอบแทน หรือดอกเบี้ย และระยะเวลาในการฝาก ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้เราในฐานะมนุษย์เงินเดือนสามารถพิจารณาเปรียบเทียบว่าที่ใดที่ให้ผลตอบแทนในการฝากระยะยาวได้ดีกว่ากัน โดยส่วนใหญ่แล้วดอกเบี้ยสูงต่ำกันไม่มากไปกว่ากันเท่าไร
  2. การเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนหรือกองทุนรวมซึ่งอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินกับธนาคารทั่วไป แต่ขณะเดียวกัน เพราะเป็นการลงทุน จึงย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการออมเงินโดยใช้วิธีนี้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน
  3. การออมเงินโดยผ่านทางแผนประกันชีวิต คือ ในรูปแบบของประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ ซึ่ง นอกจากเป็นการบังคับออมไปในตัว ยังได้รับความคุ้มครองชีวิตไปในขณะเดียวกัน ซึ่งการออมเงินในรูปแบบนี้ช่วยเหลือให้เราออมเท่า ๆ กันทุกเดือน แต่ผลตอบแทนในการออมระยะยาวอาจจะไม่ได้สูงไปมากกว่าการฝากเงินบัญชีประจำเท่าไร แต่ข้อแตกต่างกันคือ การได้รับความคุ้มครองชีวิตตลอดสัญญาที่เราทำประกันการออมไว้

นี่คือ รูปแบบการออมเงินง่าย ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนสามารถเริ่มต้นได้ทันทีที่ได้รับเงินเดือน การผลัดวันประกันพรุ่งในการออมยิ่งทำให้แผนในการเก็บเงินก้อนสะสมยืดระยะเวลาออกไป

เชื่อไหมว่า พนักงานที่ทำงานเงินเดือนน้อยกว่า 10000 บาท อาจจะมีมีเงินออมมากกว่า พนักงานเงินเดือน 20000 บาท เพราะอะไรนั่นหรือ เพราะใครที่เริ่มต้นออมเงินก่อน ก็ย่อมได้เปรียบกว่า การออมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนมากน้อยกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมีวินัยในการเก็บออมเงินมากกว่ากัน

มนุษย์เงินเดือนสามารถสร้างความมั่นคงในอนาคตได้ด้วยการเริ่มต้นออมเงิน สร้างวินัยให้ตัวเอง เริ่มต้นง่าย ๆ เพียงหักเงินเดือน อย่างต่ำ 10-15 เปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือน ฝากเข้าบัญชี หรือ เลือกซื้อหน่วยลงทุนหรือกองทุนรวมในจำนวนที่เท่า ๆ กันทุกเดือนก็เป็นการเริ่มต้นที่สดใสสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ในการออมเงินแล้ว

บัตรเครดิตคืออะไร

แหม่ ตอนนี้ใครๆต่างก็มีบัตรเครดิตกันไปหมด เห็นคนที่มีรูดบัตรซื้อสินค้ากันเป็นว่าเล่น ช่างน่าอิจฉาจริงๆ แต่ในความสะดวกก็ย่อมมีอะไรบางอย่างแฝงมาด้วย ใครที่ยังไม่ได้ถือบัตรเครดิตไว้ครอบครองก็ไม่ต้องน้อยใจชีวิตไป เพราะก่อนที่เราจะไปสมัครบัตรเครดิต เราควรจะมาทำความรู้จักเจ้าสิ่งนี้ให้ละเอียดขึ้นสักหน่อยจะดีกว่า

บัตรเครดิต คือ บัตรที่อนุมัติออกโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสินเชื่อ ได้แก่ ธนาคาร และหน่วยงานธุรกิจที่ดำเนินงานเกี่ยวกับสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร บัตรนี้สามารถนำไปชำระค่าสินค่าแทนเงินสดได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่าย ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อีกทั้งยังเป็นบัตรที่สามารถถอนเงินสดล่วงหน้าจากตู้ ATM ได้ โดยจะกำหนดวงเงินไว้ที่ 2 – 5 เท่าของฐานเงินเดือน

บัตรเครดิต มีอยู่ด้วยกันหลายประเภทดังนี้

  1. บัตรเครดิตแบบทั่วไป บัตรประเภทนี้จะไว้ใช้ยามที่ต้องการเงินฉุกเฉินเร่งด่วน ผู้ที่มีฐานเงินเดือนไม่สูงหรือผู้ที่สมัครบัตรเครดิตครั้งแรกก็น่าจะได้บัตรประเภทนี้ คือใช้จ่ายทั่วไปได้

2.บัตรเครดิตแบบพรีเมี่ยม เป็นจำพวกบัตรแพลทตินัม บัตรพลัสต่างๆ บัตรประเภทนี้เป็นบัตรของผู้ที่มีประวัติเครดิตดี และมีฐานรายได้ค่อนข้างสูง มีสิทธิพิเศษให้มากมาย แต่บัตรเครดิตแบบนี้ก็มีค่าธรรมและค่าใช้จ่ายอื่นสูงตามไปด้วยเช่นกัน

3.บัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ เป็นบัตรเครดิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่นการจองเที่ยวบินเพื่อติดต่อธุรกิจ เป็นต้น บัตรประเภทนี้จะมีสิทธิพิเศษเกี่ยวกับการเดินทางคือการการสะสมไมล์และรับเงินคืน (cash back)

4.บัตรเครดิตแบบตอบสนองไลฟ์สไตล์ เป็นบัตรที่เราเห็นกันเป็นประจำออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การจับจ่ายของแต่ละคน ใครที่ชอบการช็อปกระจาย หรือใช้บัตรเครดิตในการเติมน้ำมันรถก็ต้องบัตรประเภทนี้

แล้วใครบ้างที่สามารถจะมีบัตรเครดิตได้ ? คำตอบตรงนี้ก็อยู่ที่หน่วยงานที่ออกบัตร ซึ่งแต่ละที่อาจมีเงื่อนไขการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วจะมีเกณฑ์พิจารณาที่คล้ายๆกันก็คือ ผู้ออกบัตรก็จะพิจารณาความน่าเชื่อถือของคุณ โดยพิจารณาประวัติเครดิตเกี่ยวกับธุรกรรมต่างๆที่ผ่านมาที่คุณเคยร่วม ดูวินัยการใช้จ่ายและการชำระหนี้คืน หลังจากนั้นผู้ออกบัตรก็จะมาพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ โดยดูว่า คุณมีรายได้ขั้นต่ำถึง 15,000 บาท หรือไม่ หากคุณทำธุรกิจไม่ได้รับเงินเดือนจากใคร ผู้ออกบัตรก็จะพิจารณาว่าคุณมีเงินฝากเต็มวงเงินหรือไม่ และอาจจะมีเกณฑ์การพิจารณามากกว่านี้ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของแต่ละที่

ถึงตรงนี้คุณก็อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าคุณรู้จักบัตรเครดิตดีแล้ว คุณต้องมองอีกมุมหนึ่งด้วย ทุกอย่างมีดีมีเสียอันตรายของการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งก็คือการนำเงินล่วงหน้ามาใช้ นั่นคือคุณจะเป็นหนี้ทันทีที่ใช้ ซึ่งคุณก็จะมีภาระในการชำระหนี้คืนทันที อัตราชำระเงินขั้นต่ำก็จะอยู่ที่ 10 % แถมยังต้องเสียดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตเริ่มต้นอยู่ที่ 18 – 20 % ต่อปี และที่สำคัญคุณไม่ควรนำบัตรเครดิต ไปกดเงินสดที่ตู้ ATM หากไม่มีเรื่องเร่งด่วนจริงๆ เพราะเมื่อคุณกดเงินสด คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 3 % ของจำนวนเงินที่เบิกถอนอีก